ไสยศาสตร์ผิดกฎหมายไหม เส้นแบ่งระหว่างความเชื่อกับความผิด

ไสยศาสตร์ผิดกฎหมายไหม คำตอบสั้นคือ ตัวความเชื่อไม่ผิด รัฐธรรมนูญไทยรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อ การบูชาเครื่องราง การทำพิธีส่วนตัว หรือการเชื่อเรื่องอาคมเป็นสิทธิ์ที่ทำได้เต็มที่ แต่เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกเอาทรัพย์ ใส่ความผู้อื่น หรือกระทำการที่กฎหมายห้าม ความผิดจะเกิดจากการกระทำนั้นทันที ไม่ว่าผู้กระทำหรือเหยื่อจะเชื่อเรื่องเวทมนตร์จริงหรือไม่ก็ตาม บทความนี้ลากเส้นแบ่งนั้นให้เห็นชัด ๆ พร้อมขั้นตอนปฏิบัติเมื่อตกเป็นผู้เสียหาย โดยเป็นบทความหนึ่งในชุดเนื้อหาที่เริ่มจากบทความหลักว่าด้วยความหมายและประเภทของความเชื่อสายมนต์ดำ
ความเชื่อไม่ผิดกฎหมาย แต่การกระทำบางแบบเข้าข่ายความผิด
หลักคิดที่กฎหมายไทยใช้กับเรื่องเหนือธรรมชาติมีมาตั้งแต่โบราณ กฎหมายตราสามดวงมีบทลงโทษการกระทำคุณไสยต่อผู้อื่น ไม่ใช่เพราะรัฐพิสูจน์ได้ว่าเวทมนตร์มีจริง แต่เพราะการกระทำและการกล่าวหากันเรื่องนี้สร้างความเสียหายจริงในชุมชน หลักเดียวกันยังใช้ได้ถึงวันนี้ กฎหมายสมัยใหม่ไม่สนใจว่าพลังเหนือธรรมชาติมีจริงไหม สนใจแค่ว่าใครทำให้ใครเสียหายด้วยวิธีไหน
การหลอกลวงไสยศาสตร์เรียกทรัพย์ เข้าข่ายฉ้อโกงเมื่อใด
องค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 คือการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดความจริงที่ควรบอก จนได้ทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอก เมื่อนำมาทาบกับกรณีไสยศาสตร์ รูปแบบที่ปรากฏเป็นคดีบ่อยได้แก่
- อ้างว่าผู้เสียหาย "โดนของ" หรือมีเคราะห์ร้ายแรง แล้วเรียกเงินค่าพิธีแก้ โดยสร้างความกลัวเป็นเครื่องมือ
- จัดฉากให้เห็นวัตถุแปลกปลอม เช่น ทำทีว่าดูดตะปูหรือเส้นผมออกจากร่างกาย เพื่อยืนยันว่าคำอ้างเป็นจริง
- เรียกเงินเป็นงวด อ้างว่าพิธียังไม่เสร็จ ต้องเพิ่มของ ต้องทำต่อ ยิ่งเหยื่อจ่ายยิ่งถูกเรียกเพิ่ม
- ขายวัตถุมงคลด้วยคำโฆษณารับรองผลที่พิสูจน์ไม่ได้ เช่น รับประกันรวย รับประกันหายป่วย ซึ่งอาจผิดทั้งฐานฉ้อโกงและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
จุดตัดสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาคือ "การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ" ผู้ให้บริการตามความเชื่อที่บอกตรง ๆ ว่าเป็นพิธีตามศรัทธา ไม่รับรองผล อยู่คนละฝั่งกับผู้ที่จัดฉากหลอกและอ้างผลที่ตัวเองรู้ว่าไม่จริง ฝั่งแรกคือเสรีภาพทางความเชื่อ ฝั่งหลังคือคดีอาญา
นอกจากฉ้อโกงพื้นฐานแล้ว ยังมีบทหนักกว่าที่อาจเข้ามาเกี่ยว ถ้าผู้กระทำหลอกลวงคนทั่วไปในวงกว้าง เช่น เปิดเพจโฆษณารับทำพิธีต่อสาธารณะแล้วหลอกเหยื่อจำนวนมาก อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ซึ่งโทษสูงกว่าและเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ และถ้าการหลอกเกิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบยังพ่วงความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้อีกทาง ในทางแพ่ง ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานละเมิดหรือลาภมิควรได้ควบคู่กับคดีอาญาด้วย พูดง่าย ๆ คือกฎหมายมีเครื่องมือรออยู่หลายชั้น ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่กฎหมายไม่ครอบคลุม แต่อยู่ที่ผู้เสียหายไม่มาใช้เครื่องมือ
การกล่าวหาผู้อื่นว่าทำของใส่ เสี่ยงคดีหมิ่นประมาท
เส้นแบ่งอีกด้านที่คนมักมองข้ามคือฝั่งผู้กล่าวหา การพูดต่อบุคคลที่สามว่าใครคนหนึ่งใช้อาคมทำร้ายคนอื่น เป็นการใส่ความที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และถ้าโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จะเป็นหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งโทษหนักขึ้น จุดที่หลายคนพลาดคือคิดว่าการพูดความเชื่อของตัวเองไม่ผิด แต่กฎหมายดูที่ผลต่อชื่อเสียงของผู้ถูกพูดถึง ไม่ได้ดูว่าผู้พูดเชื่ออย่างนั้นจริงไหม และการแชร์โพสต์กล่าวหาของคนอื่นต่อ ก็เป็นการกระจายข้อความใส่ความได้เช่นเดียวกัน
ประวัติศาสตร์ของหลายชุมชนทั่วโลกยืนยันว่าการกล่าวหาแนวนี้เคยบานปลายเป็นการขับไล่และความรุนแรงจริงมาแล้ว กฎหมายจึงไม่ถือว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่น ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองถูกกระทำ ควรจัดการกับอาการและความกังวลของตัวเองก่อน ไม่ใช่ชี้นิ้วหาคนผิด สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการและความกังวลอยู่จริง เรามีบทความที่อธิบายอาการที่คนมักตีความว่าถูกกระทำ พร้อมแนวทางไปพบแพทย์อย่างเป็นขั้นตอน
ถูกหลอกให้ทำพิธีจนเสียเงิน ควรทำอย่างไรต่อไปดี
ผู้เสียหายจากคดีกลุ่มนี้จำนวนมากไม่กล้าแจ้งความเพราะอาย กลัวถูกมองว่างมงาย ความอายนี้เองที่ทำให้ผู้กระทำลอยนวลและหาเหยื่อรายต่อไปได้เรื่อย ๆ ข้อเท็จจริงคือกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกหลอกเสมอ ความเชื่อของเหยื่อไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้ผู้หลอก ศาลไม่เคยตั้งคำถามว่าผู้เสียหายฉลาดพอหรือไม่ ตั้งคำถามเดียวว่าผู้กระทำหลอกลวงหรือไม่ และอย่าลืมว่าเหยื่อของคดีกลุ่มนี้มีทุกระดับการศึกษาและทุกฐานะ เพราะเครื่องมือของผู้หลอกไม่ใช่ความโง่ของเหยื่อ แต่คือความกลัวและความรักที่เหยื่อมีต่อตัวเองและครอบครัว
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ ก่อนไปแจ้งความหมอผีหลอกเงิน
ความแน่นของหลักฐานคือตัวตัดสินว่าคดีเดินได้ไกลแค่ไหน สิ่งที่ควรรวบรวมได้แก่
- หลักฐานการจ่ายเงินทุกรายการ — สลิปโอน รายการเดินบัญชี ระบุวันเวลาและจำนวนให้ครบทุกงวด กรณีจ่ายเงินสด ให้จดวันเวลา สถานที่ และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไว้แทน
- บทสนทนาทั้งหมด — แชต ข้อความเสียง โพสต์โฆษณา แคปหน้าจอเก็บไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะลบ โดยเฉพาะข้อความที่อ้างผลหรือขู่ให้กลัว
- บันทึกเหตุการณ์ — จดไทม์ไลน์ว่าพบกันอย่างไร ถูกบอกอะไร จ่ายอะไรไปเมื่อไหร่ ความจำสดใหม่มีค่ามากในชั้นสอบสวน
- พยานบุคคล — คนที่อยู่ในเหตุการณ์หรือรับรู้การจ่ายเงิน
- วัตถุที่ได้รับ — ของที่อ้างว่าผ่านพิธีทุกชิ้น เก็บไว้เป็นของกลาง
ช่องทางแจ้งความ และหน่วยงานที่รับเรื่องได้จริง
แจ้งความได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หากการหลอกลวงเกิดผ่านช่องทางออนไลน์ แจ้งผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสายด่วน 1441 ได้เช่นกัน กรณีถูกโฆษณาขายวัตถุมงคลเกินจริง ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สายด่วน 1166 ได้อีกทาง และถ้าโอนเงินผ่านธนาคาร ให้ติดต่อธนาคารของตัวเองทันทีที่รู้ตัวว่าถูกหลอก เพื่อขอระงับหรือติดตามเส้นทางเงิน ยิ่งเร็วโอกาสยิ่งสูง
สิ่งที่ควรคาดหวังจากกระบวนการก็ต้องพูดกันตรง ๆ คดีลักษณะนี้ใช้เวลา และเงินที่เสียไปอาจได้คืนไม่ครบหรือไม่ได้คืนเลยถ้าผู้กระทำใช้เงินไปหมดแล้ว แต่การแจ้งความยังมีค่าเสมอในสองทาง ทางแรกคือมันเปิดโอกาสให้ติดตามทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ ทางที่สองคือบันทึกคดีของคุณอาจเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้ตำรวจเห็นพฤติกรรมซ้ำของผู้กระทำ และหยุดเขาก่อนถึงเหยื่อรายถัดไป ผู้เสียหายที่มาแจ้งคนแรกมักรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก แต่ในสำนวนคดี คนแรกคือคนที่ทำให้คดีเกิด ข้อแนะนำสองข้อก่อนไป หนึ่ง แจ้งความเพื่อ "ดำเนินคดี" ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวัน ระบุกับพนักงานสอบสวนให้ชัด สอง อายุความฉ้อโกงกรณีเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำ อย่าปล่อยเวลาผ่านเพราะลังเล
สุดท้าย ป้องกันย่อมง่ายกว่าตามแก้ สัญญาณเตือนที่ควรถอยทันทีมีสามข้อ หนึ่ง ผู้ให้บริการเป็นฝ่ายทักมาก่อนแล้วบอกว่าเห็นเคราะห์ร้ายของเรา สอง มีการเร่งให้ตัดสินใจจ่ายภายในวันนี้พรุ่งนี้โดยอ้างว่าช้าแล้วจะสายเกินแก้ สาม จำนวนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจ่ายครั้งแรก ทั้งสามข้อคือแพตเทิร์นเดียวกับมิจฉาชีพทุกวงการ แค่เปลี่ยนฉากหน้าเป็นความเชื่อเท่านั้น
ทั้งหมดนี้พาเรากลับมาที่หลักเดียวที่ควรจำจากบทความนี้ ความเชื่อเป็นพื้นที่เสรีตราบที่มันอยู่ในใจและในพิธีส่วนตัว แต่เมื่อไหร่ที่มีคนใช้ความกลัวของเราแลกเป็นเงิน หรือใช้ความเชื่อของสังคมทำลายชื่อเสียงคนอื่น ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องศรัทธาอีกต่อไป มันคือคดี และกฎหมายอยู่ข้างผู้เสียหายเสมอ
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้สรุปหลักกฎหมายเพื่อความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำปรึกษาจากทนายความหรือพนักงานสอบสวนสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดีได้ หากตกเป็นผู้เสียหาย โปรดปรึกษาทนายความ สายด่วนสภาทนายความ 1167 หรือแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนโดยเร็ว