อาการโดนของ ตามความเชื่อ กับคำอธิบายอีกด้านจากแพทย์

ภาพกราฟิกเงาคนนั่งกุมศีรษะในห้องมืด มีแสงสีแดงจาง สื่อถึงความกังวลจากความเชื่อเรื่องโดนของ

อาการโดนของคือคำที่คนไทยใช้เรียกกลุ่มความผิดปกติทางกายหรือใจ ที่ผู้ประสบหรือคนรอบตัวตีความว่าเกิดจากการถูกกระทำด้วยวิชาอาคม ไม่ใช่จากสาเหตุธรรมชาติ คำนี้ค้นหากันมากที่สุดคำหนึ่งในหมวดความเชื่อ และคนที่ค้นส่วนใหญ่กำลังกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนใกล้ชิดจริง ๆ บทความนี้จึงตั้งใจทำสองอย่างพร้อมกัน คือเล่าว่าความเชื่อนี้คืออะไรและทำงานอย่างไรในสังคมไทย และวางคำอธิบายจากการแพทย์กับจิตวิทยาไว้เคียงกันทุกจุด เพื่อให้ผู้อ่านมีทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก่อนตัดสินใจทำอะไรต่อ

โดนของคืออะไร ทำไมความเชื่อนี้ถึงอยู่มาได้ยาวนาน

ความเชื่อเรื่องนี้เป็นสาขาที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่งของความเชื่อสายมืดในภูมิภาคนี้ ใครที่อยากเห็นภาพรวมว่าความเชื่อสายนี้ทั้งระบบมีนิยาม ที่มา และแบ่งประเภทอย่างไร อ่านได้จากบทความหลักของเรา ส่วนหัวข้อนี้จะเจาะเฉพาะกลุ่มความเชื่อเรื่องการถูกกระทำโดยตรง

ความหมายของการโดนของ ในระบบความเชื่อไทยดั้งเดิม

โดนของคืออะไรในสายตาของระบบความเชื่อดั้งเดิม คำตอบคือมันเป็น "คำอธิบายโรค" แบบหนึ่ง ในยุคที่การแพทย์ยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้าน อาการป่วยที่รักษาด้วยสมุนไพรไม่หาย ผอมแห้งไม่ทราบสาเหตุ ปวดเรื้อรังย้ายที่ไปมา หรือพฤติกรรมเปลี่ยนกะทันหัน ต้องการคำอธิบายบางอย่างให้ชุมชนรับมือได้ ความเชื่อว่ามีผู้ประสงค์ร้าย "ทำของใส่" ตอบโจทย์นั้น เพราะมันเปลี่ยนโรคที่เข้าใจไม่ได้ให้กลายเป็นเรื่องที่มีตัวละคร มีสาเหตุ และมีทางแก้ตามจารีต นักมานุษยวิทยาพบระบบคำอธิบายทำนองเดียวกันนี้ในแทบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก ต่างกันแค่ชื่อเรียกและรายละเอียดของพิธี ข้อสังเกตนี้ชี้ว่ามันคือกลไกสากลของมนุษย์ในการรับมือกับความเจ็บป่วยที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของสังคมใดสังคมหนึ่ง

หลักฐานที่บอกว่าความเชื่อนี้ฝังลึกแค่ไหนคือกฎหมายตราสามดวงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีบทลงโทษการกระทำคุณไสยต่อผู้อื่นไว้อย่างเป็นทางการ รัฐโบราณไม่ได้เถียงว่าเวทมนตร์จริงไหม แต่ยอมรับว่าความเชื่อนี้สร้างความขัดแย้งในชุมชนได้จริงจนต้องมีกฎหมายมากำกับ

เหตุผลที่ความเชื่อเรื่องโดนของยังแข็งแรงถึงวันนี้

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมยุคที่มีโรงพยาบาลทุกอำเภอแล้ว ความเชื่อเรื่องโดนของยังไม่หายไป งานด้านจิตวิทยาและมานุษยวิทยาเสนอคำตอบไว้สามข้อ ข้อแรก อาการป่วยที่แพทย์ยังหาสาเหตุไม่พบมีอยู่จริงเสมอ ช่องว่างของคำตอบนี้คือพื้นที่ที่ความเชื่อเข้ามาเติม ข้อสอง คำอธิบายแบบ "ถูกกระทำ" ให้สิ่งที่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ให้ไม่ได้ คือผู้ร้ายที่โทษได้ การมีเป้าให้โกรธมักรู้สึกดีกว่าการยอมรับความบังเอิญ ข้อสาม แรงกดดันจากคนรอบตัว เมื่อครอบครัวหรือชุมชนเชื่อไปแล้ว ผู้ป่วยมักถูกพาไปตามเส้นทางความเชื่อโดยแทบไม่มีสิทธิ์เลือกเอง

มีกลไกทางจิตวิทยาอีกตัวที่อธิบายว่าทำไมความเชื่อเรื่องโดนของจึงดูเหมือน "มีหลักฐาน" ในสายตาผู้เชื่อ นั่นคือปรากฏการณ์โนซีโบ ซึ่งเป็นด้านกลับของยาหลอก คนที่เชื่อสนิทใจว่าตัวเองถูกกระทำ สามารถเกิดอาการจริงได้จากความเชื่อนั้นเอง ทั้งนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ใจสั่น ปวดตามตัว ยิ่งกังวลอาการยิ่งชัด และยิ่งอาการชัดก็ยิ่งเชื่อว่าถูกกระทำจริง วนเป็นวงจรที่ออกยากขึ้นเรื่อย ๆ อาการที่เกิดในวงจรนี้ไม่ใช่การแกล้งทำ มันคืออาการจริงที่ร่างกายผลิตขึ้นจากความกลัว ซึ่งเป็นเหตุผลที่การรักษาด้านจิตใจช่วยคนกลุ่มนี้ได้จริง และเป็นเหตุผลเดียวกับที่พิธีปัดเป่าบางครั้งดูเหมือนได้ผล เพราะมันลดความกลัวลงชั่วคราว โดยไม่ได้แตะต้นเหตุ กลไกเดียวกันนี้ยังแพร่จากคนสู่คนได้เมื่อทั้งกลุ่มกลัวพร้อมกัน ซึ่งเราแยกอธิบายไว้ในบทความเรื่องอุปาทานหมู่ ปรากฏการณ์ที่อาการระบาดได้โดยไม่มีเชื้อโรค

อาการที่มักถูกตีความว่าโดนของ และคำอธิบายอีกทาง

ส่วนนี้รวบรวมกลุ่มอาการที่ปรากฏซ้ำในคำบอกเล่า พร้อมคำอธิบายที่การแพทย์ปัจจุบันมีให้ ย้ำว่ารายการนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย การวินิจฉัยเป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น

กลุ่มอาการทางกาย ที่พบบ่อยที่สุดในคำบอกเล่า

อาการที่ถูกอ้างถึงบ่อยได้แก่ ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรังที่ตรวจไม่พบสาเหตุ รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในร่างกาย ผอมลงเร็ว อ่อนเพลียไม่ทราบเหตุ และเจ็บป่วยเป็น ๆ หาย ๆ ตามช่วงเวลา บางคำบอกเล่ายังผูกอาการเข้ากับจังหวะเวลา เช่น เป็นหนักช่วงข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งในมุมจิตวิทยาอธิบายได้จากการที่มนุษย์จดจำเหตุการณ์ที่ตรงกับความเชื่อและลืมครั้งที่ไม่ตรง ทั้งหมดนี้ตรงกับกลุ่มอาการที่การแพทย์รู้จักดี ตั้งแต่โรคระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง โรคต่อมไร้ท่อ ภาวะซีด ไปจนถึงกลุ่มอาการทางกายที่มีต้นทางจากความเครียด ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่อาการจริงแต่หาสาเหตุยาก ต้องอาศัยการตรวจหลายขั้น จุดที่อยากให้จำคือ "ตรวจครั้งแรกไม่เจอ" ไม่เท่ากับ "การแพทย์ตอบไม่ได้" โรคจำนวนมากต้องตรวจเฉพาะทางจึงเจอ และการหยุดกระบวนการรักษากลางทางเพื่อไปตามเส้นทางความเชื่อ คือความเสี่ยงที่แพทย์เตือนตรงกันมากที่สุด

กลุ่มอาการทางใจ กับคำอธิบายจากจิตวิทยาสมัยใหม่

อีกกลุ่มคืออาการทางใจและพฤติกรรม เช่น ฝันร้ายซ้ำ นอนไม่หลับ หูแว่ว เห็นภาพ รู้สึกเหมือนถูกจับตามอง อารมณ์เปลี่ยนรุนแรง หรือแยกตัวจากคนรอบข้าง กลุ่มนี้ทับซ้อนกับภาวะที่จิตแพทย์รักษาอยู่ทุกวัน ตั้งแต่โรควิตกกังวล ซึมเศร้า ไปจนถึงกลุ่มโรคจิตเวชที่มีอาการหลงผิดและประสาทหลอน ประเด็นสำคัญคือภาวะเหล่านี้ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีเมื่อมาถึงมือหมอเร็ว ทุกวันที่เสียไปกับการแก้ตามความเชื่อคือเวลารักษาที่หายไป และมีรายงานข่าวสม่ำเสมอว่าผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกพาไปทำพิธีแทนการรักษา อาการทรุดลงจนถึงขั้นเป็นอันตราย

ควรไปหาใครก่อน เมื่อสงสัยว่าตัวเองกำลังโดนของ

ลำดับที่ปลอดภัยที่สุดเรียงได้สามขั้น ขั้นแรก พบแพทย์ก่อนเสมอ เริ่มจากโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ การเตรียมตัวที่ช่วยแพทย์ได้มากคือจดบันทึกอาการล่วงหน้า ว่าเริ่มเมื่อไหร่ เป็นถี่แค่ไหน อะไรกระตุ้นให้แย่ลงหรือดีขึ้น กินยาหรือสมุนไพรอะไรอยู่บ้าง ข้อมูลพวกนี้ย่นเวลาการวินิจฉัยได้จริง และถ้าผลตรวจรอบแรกปกติแต่อาการยังอยู่ อย่าเพิ่งสรุปว่าการแพทย์หมดทาง ให้ขอคำปรึกษาต่อว่าควรตรวจเฉพาะทางด้านใดเพิ่ม ถ้าอาการเป็นด้านใจ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรได้ตลอด 24 ชั่วโมงและไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นที่สอง อย่าตัดสินใจเรื่องเงินในช่วงที่กลัว ความกลัวคือเครื่องมือหลักของผู้แสวงประโยชน์ ข้อเสนอ "แก้ของ" ที่เร่งให้จ่ายทันทีคือสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุด หากถูกเรียกเงินไปแล้ว เรามีบทความสรุปขั้นตอนทางกฎหมายเมื่อถูกหลอกให้เสียเงินกับพิธีกรรมไว้ให้ ขั้นที่สาม ถ้าครอบครัวยืนยันจะทำพิธีตามความเชื่อ ทำคู่ขนานกับการรักษาได้ แต่ห้ามใช้แทนการรักษา และห้ามให้พิธีใดหยุดยาที่แพทย์สั่ง

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือบทบาทของคนรอบตัว ถ้าคนที่คุณรักกำลังเชื่อว่าตัวเองถูกกระทำ การเถียงว่า "ไม่มีจริงหรอก" มักได้ผลตรงข้าม เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีใครฟัง วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำคือรับฟังความกลัวโดยไม่ต้องรีบตัดสิน แล้วชวนไปตรวจร่างกายในฐานะ "การตัดสาเหตุอื่นออกก่อน" ซึ่งไม่ขัดกับความเชื่อของเขาโดยตรง เป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะทางความคิด แต่คือพาคนที่เรารักไปถึงมือหมอให้เร็วที่สุด

ความเชื่อเรื่องโดนของอยู่กับสังคมไทยมานานและคงไม่หายไปเร็ว ๆ นี้ สิ่งที่เปลี่ยนได้คือลำดับการตัดสินใจของเรา ตรวจให้สุดทางการแพทย์ก่อน แล้วความเชื่อจะยังคงเป็นเรื่องของใจ ไม่ใช่เรื่องของชีวิตและทรัพย์สิน


ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติทางกายหรือใจ โปรดพบแพทย์ หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง