ไสยศาสตร์คืออะไร ระบบความเชื่อที่อยู่คู่สังคมไทย

ไสยศาสตร์คืออะไร ถ้าให้นิยามแบบที่ใช้ทำงานได้จริง มันคือระบบความรู้และพิธีกรรมที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถติดต่อ ต่อรอง หรือใช้ประโยชน์จากอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ครอบคลุมตั้งแต่การปลุกเสกวัตถุมงคล การสักยันต์ การดูฤกษ์ยาม ไปจนถึงวิชาที่ถูกเชื่อว่าใช้ทำร้ายกัน คำนี้จึงเป็นคำแม่ที่กว้างที่สุดในตระกูลของมัน กว้างกว่าคำว่าคุณไสย และกว้างกว่าคำว่ามนต์ดำหลายเท่า บทความนี้อธิบายขอบเขตของคำ เส้นแบ่งจากศาสนา และการแบ่งขั้วขาวดำที่คนพูดถึงกันบ่อยแต่เข้าใจคลาดกันมาก
ความหมายของไสยศาสตร์ และขอบเขตที่คำนี้ครอบคลุม
ปัญหาแรกของการคุยเรื่องนี้คือแต่ละคนใช้คำนี้ไม่เท่ากัน บางคนหมายถึงเฉพาะเรื่องมืด ๆ บางคนรวมโหราศาสตร์เข้าไปด้วย บางคนใช้เป็นคำด่าแทนคำว่างมงาย การตกลงขอบเขตกันก่อนจึงจำเป็น
ไสยศาสตร์ต่างจากศาสนาตรงไหน ใครเป็นคนขีดเส้นแบ่ง
ในการรับรู้ของคนทั่วไป ศาสนาคือเรื่องถูกต้อง ไสยศาสตร์คือเรื่องงมงาย แต่เมื่อไล่ประวัติศาสตร์จริง เส้นแบ่งนี้เพิ่งถูกขีดขึ้นไม่นาน ในสังคมจารีต พิธีของรัฐ พิธีของวัด และพิธีของหมู่บ้านกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน พระราชพิธีใช้ทั้งพราหมณ์และพระสงฆ์ วัดเป็นทั้งที่เรียนธรรมะและที่ทำผ้ายันต์ ไม่มีใครในยุคนั้นตั้งคำถามว่าส่วนไหนคือศาสนาแท้ส่วนไหนคือไสยศาสตร์ เพราะกรอบคำถามแบบนั้นยังไม่เกิด
เส้นแบ่งมาถูกขีดชัดในยุคปฏิรูปประเทศช่วงรัชกาลที่ 5 เมื่อรัฐไทยรับแนวคิดวิทยาศาสตร์และการจัดระเบียบศาสนาแบบตะวันตกเข้ามา ศาสนาที่ถูกต้องถูกนิยามใหม่ให้เน้นคำสอนและศีลธรรม ส่วนวิชาอาคมถูกจัดออกไปอยู่นอกรั้ว กลายเป็น “ไสยศาสตร์” ในความหมายติดลบอย่างที่ใช้กันทุกวันนี้ ข้อเท็จจริงนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่าเส้นแบ่งระหว่างศาสนากับไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่มนุษย์ขีดและขยับได้ ไม่ใช่เส้นธรรมชาติที่มีมาแต่แรก
ความเชื่อไสยศาสตร์ ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันจริง
อีกความเข้าใจคลาดคือคิดว่าเรื่องนี้เป็นของคนกลุ่มเล็ก ๆ ความจริงคือความเชื่อไสยศาสตร์แทรกอยู่ในชีวิตคนไทยแทบทุกคนโดยไม่รู้ตัว ศาลพระภูมิหน้าอาคารสำนักงานสมัยใหม่ พวงมาลัยที่กระจกรถ เลขทะเบียนรถที่ถูกประมูลแพงเพราะเลขสวย ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ พิธีบวงสรวงก่อนเปิดกล้องละคร ทั้งหมดนี้คือรูปแบบของความเชื่อชุดเดียวกัน คนที่บอกว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้จำนวนมากก็ยังเลือกวันดีสำหรับงานสำคัญ ยังไหว้เมื่อผ่านศาลใหญ่ พฤติกรรมแบบ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” นี้เองที่ทำให้ไสยศาสตร์ไทยไม่เคยตาย มันแค่เปลี่ยนรูปไปตามยุค
เหตุผลที่ความเชื่อเหล่านี้ทนทานมีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่ตรงไปตรงมา พิธีกรรมทำงานได้ดีที่สุดกับเรื่องที่ผลลัพธ์ควบคุมไม่ได้ การสอบ การค้าขาย ความรัก สุขภาพ ยิ่งไม่แน่นอนมาก มนุษย์ยิ่งต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อรู้สึกว่าได้ควบคุมชะตาบ้าง ต้นทุนของการไหว้ต่ำมาก แต่ผลตอบแทนทางใจสูง สมการนี้อธิบายได้ว่าทำไมคนจบปริญญาก็ยังพกเครื่องราง
คำในตระกูลนี้ยังมีอีกหลายตัวที่ควรแยกให้ออก อาคมหมายถึงตัววิชาหรือความรู้ คาถาคือถ้อยคำที่เชื่อว่ามีพลังเมื่อสวดหรือบริกรรม ยันต์คือรูปแบบการเขียนอักขระเป็นผัง ของขลังหมายถึงวัตถุที่ผ่านการปลุกเสก ส่วนคำว่ามูเตลูที่ฮิตในยุคหลังเป็นคำยืมสมัยใหม่ที่สื่อใช้เรียกความเชื่อสายนี้แบบเหมารวมและติดตลกกว่า สังเกตว่าแต่ละคำชี้ไปที่คนละส่วนของระบบเดียวกัน คำหนึ่งชี้ที่ความรู้ คำหนึ่งชี้ที่ถ้อยคำ คำหนึ่งชี้ที่วัตถุ การใช้คำให้ตรงจึงไม่ใช่เรื่องเคร่งภาษา แต่ช่วยให้รู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรกันแน่
ความเชื่อลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้มีแค่ในไทย เพื่อนบ้านทั้งภูมิภาคมีระบบคู่ขนานของตัวเอง ทั้งความเชื่อสายเวทของชวาและมลายู หรือสายอาคมของพม่าและเขมร ซึ่งแลกเปลี่ยนอิทธิพลกับไทยไปมาตลอดประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงนี้ช่วยดับมายาคติยอดนิยมที่ว่าชาติใดชาติหนึ่งเป็นแหล่งวิชาที่แรงกว่าใคร ความจริงคือทุกวัฒนธรรมในภูมิภาคดื่มน้ำจากบ่อเดียวกัน คือมรดกความเชื่อผีพื้นเมืองผสมกับศาสนาจากอินเดีย แล้วปรุงต่อด้วยรสมือของแต่ละท้องถิ่น
ไสยขาวกับไสยดำ สองปีกของระบบความเชื่อเดียวกัน
เมื่อขอบเขตของคำชัดแล้ว คำถามยอดนิยมถัดมาคือเรื่องการแบ่งขั้ว ขาวช่วยเหลือ ดำทำร้าย ฟังดูเรียบร้อยดี แต่ของจริงยุ่งกว่านั้น
เกณฑ์ที่ใช้แยกไสยขาว ไสยดำ ในทางปฏิบัติจริง
ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดคือคิดว่าไสยขาว ไสยดำ เป็นวิชาคนละสำนัก ตำราคนละเล่ม บางคนถึงกับเชื่อว่าผู้เรียนต้องเลือกข้างตั้งแต่แรกเหมือนตัวละครในนิยาย หลักฐานจากตำราที่ถูกถอดความชี้ว่าอักขระ คาถา และรูปแบบยันต์ส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกัน ตำราเล่มเดียวมักมีทั้งบทคุ้มครอง บทเมตตา และบทที่มีข้อห้ามกำกับว่าห้ามใช้ทำร้ายผู้อื่นปนกันอยู่ ตัวแปรที่แยกขั้วจริง ๆ มีสามตัว ตัวแรกคือเจตนา ใช้คุ้มครองหรือใช้ทำร้าย ตัวที่สองคือความยินยอม ทำให้ตัวเองหรือทำใส่คนที่ไม่รู้ตัว ตัวที่สามคือสายตาของผู้เล่า พิธีเดียวกันอาจถูกฝั่งหนึ่งเรียกว่าการช่วยเหลือ อีกฝั่งเรียกว่าการทำของ ขั้วขาวดำจึงไม่ใช่สมบัติของตัววิชา แต่เป็นป้ายที่สังคมแปะให้การกระทำแต่ละครั้ง ตัวอย่างที่เห็นภาพคือคาถาเมตตามหานิยม ผู้ค้าขายบริกรรมเพื่อให้ลูกค้าเอ็นดู สังคมเรียกว่าของดี แต่ความเชื่อแบบเดียวกันถ้าถูกเล่าในบริบทว่าใช้ผูกใจคนที่มีเจ้าของ ก็ถูกเรียกว่าเสน่ห์เรียกว่าของมืดทันที ทั้งที่ตัวบทแทบไม่ต่างกัน
ประเด็นนี้มีผลจริงต่อชีวิตคนมากกว่าที่คิด เพราะการแปะป้ายว่าใครอยู่ฝั่งดำคือการกล่าวหาที่มีน้ำหนักทางสังคมสูงมาก และในทางกฎหมาย การกล่าวหาผู้อื่นแบบนั้นต่อบุคคลที่สามมีความเสี่ยงเป็นคดีหมิ่นประมาทที่เราสรุปไว้ในบทความเรื่องเส้นแบ่งทางกฎหมาย
ตำแหน่งของมนต์ดำ บนแผนที่ความเชื่อทั้งหมดนี้
วางทุกคำลงบนแผนที่เดียวกันจะได้ภาพแบบนี้ ไสยศาสตร์คือวงใหญ่สุด ครอบคลุมความเชื่อและพิธีเหนือธรรมชาติทั้งหมด ถัดเข้ามาคือคุณไสย คำไทยที่หมายถึงวิชาอาคมเป็นการเฉพาะ และวงในสุดคือมนต์ดำ ปีกของวิชาที่ถูกเชื่อว่าใช้ทำร้ายหรือครอบงำผู้อื่น ใครที่อยากเจาะลึกวงในสุดนี้ว่ามีนิยาม ที่มา และแบ่งประเภทความเชื่ออย่างไร อ่านต่อได้ในบทความหลักของเว็บ
การเห็นแผนที่นี้ยังช่วยตอบคำถามยอดฮิตอีกข้อ คือทำไมคนที่เรียกตัวเองว่าสายบุญกับสายมูถึงเถียงกันไม่จบ คำตอบคือทั้งสองฝ่ายมักยืนอยู่คนละวงของแผนที่โดยไม่รู้ตัว ฝ่ายหนึ่งพูดถึงศาสนาในความหมายคำสอน อีกฝ่ายพูดถึงพิธีกรรมในความหมายเครื่องมือช่วยใจ เมื่อวางลงแผนที่เดียวกันจะเห็นว่าไม่ได้ขัดกันเสมอไป มันคือคนละชั้นของระบบเดียวกันที่อยู่ร่วมกันมาตลอดประวัติศาสตร์ไทย และตราบใดที่ผู้ถือความเชื่อไม่ล้ำเส้นไปสู่การหลอกลวงหรือใส่ความผู้อื่น พื้นที่ของทุกฝ่ายก็อยู่ในเขตเสรีภาพที่กฎหมายรับรองเหมือนกัน
ประโยชน์ของการเห็นแผนที่นี้คือมันช่วยให้เราคุยเรื่องความเชื่อได้แม่นขึ้น ไม่เหมารวมการไหว้ศาลเข้ากับการทำของ ไม่เรียกทุกอย่างที่ไม่เข้าใจว่ามนต์ดำ และแยกออกว่าอะไรคือมรดกวัฒนธรรมที่ควรศึกษา อะไรคือการหลอกลวงที่ควรแจ้งความ ความเชื่อจะอยู่กับสังคมไทยต่อไปอีกนาน สิ่งที่เราเลือกได้คือจะอยู่กับมันแบบรู้เท่าทัน หรือแบบเป็นเหยื่อของคนที่ใช้มันหากิน
อัปเดตล่าสุด: 17 ตุลาคม 2569